เจาะลึกSERATOxROLAND

August 29, 2016

แชร์บทความดีๆกันได้เลยครับ

 

หลายท่านคงได้ทราบแล้วว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้ทางเว็ปไซด์ และ Facebook ของบริษัท Serato ผู้ผลิตซอฟแวร์ดีเจคุณภาพชั้นนำของโลก ได้ปล่อยข่าวการร่วมมือกันระหว่าง Serato และบริษัท Roland ผู้ผลิตอุปกรณ์ดนตรี Electronic Music ชื่อดัง และยังเป็นผู้ผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ทำเพลงอีเลคทรอนิกส์มิวสิค ระดับตำนานอย่าง TR-808, TR-909, TB-303 ซึ่งปัจจุบันได้อัพเกรดมาเป็นอุปกรณ์ตระกูล Aira Series และยังไม่รวมถึงโปรดักส์อื่นๆ ที่ออกมากระแทกวงการอีเล็กทรอนิกส์มิวสิคอีกด้วยครับ

 

ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสความตื่นเต้นในหมู่ของผู้ใช้ SERATO และ ROLAND อย่างมาก เพราะ SERATO จากที่เคยพัฒนาร่วมกับ RANE และหลังๆดูถ้าจะย้ายไป PIONEER แต่ก็โดนทิ้งกลางคัน ในตอนนี้เหมือนจะได้มาเจอกับเพื่อนคนใหม่ ที่น่าจะสร้างกระแสได้แบบรุนแรงได้มากกว่าเมื่อครั้งในอดีตอีกครับ เพราะว่าคอนเซ็ปหลักๆที่ปล่อยออกมาคือ TWO PLAYERS - ONE SOUND " หรือความหมายโดยนัย อาจจะเป็นอุปกรณ์ที่รองรับการเล่นได้ถึงสองคนหรือปล่าว หรือจะมาเป็นในรูปแบบมิกเซอร์ หรือ Controller หรือถึงขนาดฮาร์ดแวร์ที่สามารถเชื่อมต่อ ซอฟแวร์ Serato ได้เลย แต่!!!

 

คำถามคือ Roland จะไหวหรือปล่าวกับผลิตภัณฑ์สำหรับดีเจ? 

 

ถ้าจะบอกว่านี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Roland ผลิตอุปกรณ์ดีเจนะครับ ย้อนกลับไปปี 1999 ก่อนจะเข้าสู่ยุค Y2K หรือก้าวข้ามปี 2000 Roland ได้ปล่อย DJ Mixer สุดล้ำที่ใส่ระบบล้ำสมัยต่างๆเข้าไปด้วย เพื่อให้สามารถเล่นกับอุปกรณ์อื่นๆของตนได้ และทำออกมาดีมากซะด้วย โดยออกมาสองรุ่นครับ คือ ROLAND DJ-2000 และ ROLAND DJ-1000 เรามาทำความรู้จักกับเจ้าสองตัวนี้กันนิดนึงดีกว่าครับ ว่าเจ้า ผลิตภัณฑ์ดีเจ เมื่อ 16ปีที่แล้วของ Roland ล้ำขนาดไหน

 

 

ROLAND DJ-2000 

 

รุ่นนี้คือรุ่น 4 Channel มีช่องเสียบ Input ได้ทั้ง Phone และ Line สามารถเสียบ Microphone ได้สองตัว โดยตัวปรับไมค์1 จะมีตัวปรับ EQ ทั้ง Hi และ Low มาให้ด้วยครับ ส่วนตัวปรับ Volume ของช่อง Master และ Boot มาเป็นลักษณะแบบ Fader Volume รวมทั้งที่ Master ยังติดเจ้าตัว ISOLATOR EQ มาให้ด้วย ในกรณี อยากปรับแต่งโทนของมาสเตอร์ก็สามารถทำได้เลยครับ ใครชอบมิกส์ที่ละหลายๆ Deck พร้อมกันนี้โดนเลย ส่วนเสียง และการเพิ่มลดย่านของ EQ นี้ดีมากๆครับ เนื่องจากผู้เขียนมีรุ่น DJ-1000 อยู่ครับ เนื้อเสียงที่ได้จากตัวนี้หนักและอุ่นมากๆครับ แต่ซาวย์จะออกแข็งๆแบบวินเทจนิดนึงครับ เนื่องจากวัสดุที่มาใช้ทำระบบแอมส์ค่อนข้างจัดเต็มทีเดียว

 

ระบบ Effect ภายในตัวเครื่อง อย่างที่กล่าวไปเบื้องต้นเจ้านี้มีระบบเอฟเฟ็กที่ให้เราปรับได้ค่อนข้างลึกเลยละ โดยให้มาถึง 10 รูปแบบด้วยกัน โดย 1ปุ่มจะสามารถปรับได้ 2เอฟเฟ็ก โดยให้มาดังนี้

1. OO + DELAY

2. OO + FLANGER

3. DELAY

4. JAO

5. VOICE

6. ROBOT

7. FLANGER

8. SLICER

9. FILTER

10. AUTO PAN

 

โดยแต่ละตัวจะสามารถปรับแต่งค่าต่างๆได้เพิ่มอีก โดยจะให้ปุ่มหมุนควบคุมอีก 3 ปุ่มหมุน คือ

RATE/CUTOFF,  PITCH/DEPTH,  FORMANT/RESO และเราจะสามารถปรับเลือกว่าจะให้เอฟเฟ็กเล่นกับแทรคไหนได้ด้วยครับ แค่นี้ยังไม่พอ เรายังสามารถปรับแต่งความเร็วในการเล่นของ Effect เป็นแบบโน้ตได้ด้วย และยังสามารถเลือกเฉพาะช่วงของย่านเสียงที่จะให้โดนเอฟเฟ็กได้อีกด้วยครับ คำถามคือแล้วเอฟเฟ็ก จะวิ่งตรงกับ BPM เพลงได้อย่างไร โดยปัญหานี้ตัวเครื่องได้มีระบบ AUTO BPM ที่จะอ่านบีทจาก Master Track ได้แบบอัตโนมัติเลยครับ หรือใครจะ TAP จังหวะเอาเองก็ได้ ที่สำคัญฟังชั่นที่เท่สุดๆคือ ระบบ MIDI CONTROL โดยเราจะสามารถ เสียงช่อง MIDI OUT จากตัวเครื่องเพื่อไปควบคุมความเร็วของพวกอุปกรณ์ดรัมแมชชีนต่างๆ ให้วิ่งตรงกับเพลงที่เปิดอยู่ได้อย่างอัตโนมัติเลย ยิ่งถ้าปัจจุบันเราสามารถไปเสียงเข้าช่อง MIDI IN ที่ AUDIO INTERFACE ของเราแล้วนำไปควบคุม ซอฟแวร์อย่าง Ableton, Traktor หรือโปรแกรมอื่นๆที่รับสัญญาณ MIDI เห็นตามได้เลยครับ หรือถ้าให้เข้าใจง่ายๆ ก็ทำงานเหมือนระบบ Syncronize ที่มีในซอฟแวร์ดีเจปัจจุบันเลยครับ

 

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าฟังค์ชั่นของ มิกเซอร์ดีเจ บางรุ่น ณ ปัจจุบัน พึ่งจะทำได้เองหรือบางรุ่นยังทำไม่ได้เลยก็มีครับ ย้ำ!!! เจ้าตัวนี้ออกมาเมื่อ 16ปี ก่อนนะครับ เอาละเรามาดูตัวถัดไปกันเลยดีกว่าครับ

 

 

ROLAND DJ-1000

 

สำหรับเจ้าตัวนี้ผู้เขียนมีไว้ครอบครองอยู่ตัวนึงครับ

เป็นมิกเซอร์ที่ผมชอบมากๆตัวนึงเลย เนื่องจากเสียงดีมากๆ และมีระบบการทำงานที่ตอบโจทย์ผมพอดีครับ โดยรวมเรื่องระบบพื้นฐานของ DJ MIXER จะเหมือนกับรุ่น DJ-2000ครับ แต่เจ้าตัวนี้จะสามารถควบคุมได้ 2Channel ครับ แต่มีช่องเสียบสัญญาณมาให้ถึง 6ช่อง คือ 2 PHONE INPUT, 4 LINE INPUT ครับ และสามารถสวิตปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณที่วิ่งเข้าที่มิกส์ได้ทันทีเลยครับ ใครอยากเสียบอะไรข้างไว้ ก็จัดเต็มกันไปเลย และความพิเศษของตัว EQ คือสามารถตั้งเป็น ON-OFF ได้ คือสัญญาณไม่ผ่าน EQ ก็ได้ หรือในกรณีที่อยากให้ผ่านชั่วคราวเช่น สมมุติเราลดย่าน LOW เอาไว้ อยากให้เปิดปิดแค่ชั่วคราว เจ้าตัวนี้ได้ให้ฟังชั่น Grab เพื่อให้เราสามารถโยกสัญญาณที่ผ่าน EQ เข้าออกแบบเร็วๆได้เลย

 

คราวนี้ในส่วนระบบ EFFECT เจ้าตัวนี้จะให้ FILTER มาเพียงอย่างเดียวครับ แต่จะแถมตัว MODULATOR มา 2 ตัว เพื่อไว้ควบคุม LFO เพื่อนำไปหมุนสัญญาณเสียงจาก FILTER CUTOFF หรือ​ AMP (VOLUME) ครับ และยังมีฟังชั่น GRAB ให้สามารถเลือกเปิดปิดเข้า EFFECT แบบทันทีได้ด้วยครับ ส่วนระบบ MIDI CONTROL เจ้าตัวนี้ก็มีให้เล่นเช่นกันครับผม

 

 

 

 

 

 

อันนี้เป็นคลิ๊ปวีดีโอสาธิตการทำงานของเจ้าตัว ROLAND DJ-1000 ครับ

 

เอาละที่ให้เห็นจากเจ้าสองตัวนี้น่าจะพอเห็นภาพอุปกรณ์ทางฟัง ROLAND กันบ้างนิดหน่อยนะครับ แต่ในที่นี้ เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมาทาง ROLAND ได้มีการเปิดตัว AIRA SERIES ซึ้งเป็นการนำอุปกรณ์ Drum Machine, Bass Machine, รวมทั้ง Synthesizer ในตำนานของ ROLAND มาทำการสร้างขึ้นมาในรูปแบบใหม่ครับ

 

ซึ่งในซีรีย์นี้ยังมีอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็น MIXER เพื่อไว้ใช้ควบคุมให้ ซอฟแวร์และ ฮาร์ดแวร์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ โดยเจ้าตัว MIXER ที่พูดถึงจะเป็นรุ่น ROLAND MX-1 ครับ ซึ่งเป็น MIXER ที่มี SOUND CARD ในตัว สามารถเล่นเสียงจากซอฟแวร์และมาควบคุมที่ฮาร์ดแวร์ได้เลย และยังมีระบบ Step Sequencer เพื่อมาควบคุมระบบเอฟเฟ็กบนตัวเครื่องอีกด้วยครับ งั้นก่อนอื่นไปชมภาพและคลิ๊ปกันซักนิดครับ น่าจะทำให้ได้เห็นภาพปัจจุบันโดยรวมมากขึ้นครับ

 

หลายคนกังวลว่าจะมีปัญหาเหมือนตอน THE BRIDGE ที่ดีไซน์ออกมาหรือไม่ จริงๆ ในมุมมองของผู้เขียนซึ่งเคยใช้ เจ้า The Bridge นี้แล้วคิดว่า ปัญหาของ Bridge น่าจะเกิดจากการประชาสัมพันธ์ที่ให้ผู้ใช้ได้เข้าใจว่า จำเป็นต้องมีพื้นฐานของ Ableton มาก่อน และใช้มันเพื่อปล่อยคลิ๊ปเสียงช่วยให้เพลงสนุกมากขึ้นมากกว่าครับ โดยตัวอัพเดทหลังๆ จะเห็นได้ว่า ใช้ง่ายขึ้นมากๆ คือ อยากให้ Ableton ตาม BPM ของ DECK ไหน เราจะสามารถเลือกได้เลย แต่ปัญหาที่เห็นได้ชัดน่าจะเป็นเรื่องอุปกรณ์ที่ซัพพอร์ทและซอฟแวร์ โดยบังคับให้ใช้กับ Scratch Live เท่านั้น ซึ่งผู้คนที่ใช้หลังๆมักนิยมใช้กับ SERATO DJ มากกว่าครับ แต่จริงๆถ้า Serato ยกระบบ LIVE เข้ามาที่ซอฟแวร์ตัวเองแค่บางส่วนจะดีกว่าครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในระบบตัว SP-6 SAMPLER บนเครื่องมีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างมาก

 ในภาพคือ ระบบ THE BRIDGE ซึ้ง SERATO ได้พัฒนาร่วมกับ ABLETON 

 

 

5 เหตุผล ว่าทำไม ROALND ถึงน่าจะเป็นอุปกรณ์ดีเจที่ดีที่สุด

 

1. เพราะ ROLAND มีเทคโนโลยีด้านดนตรีอีเลคทรอนิคที่เจ้าอื่นๆไม่มี ถ้าเทียบมวยกันอย่าง

    ปัจจุบัน Pioneer พยายามจะเบียดมาเล่นตรงนี้ แต่ถ้าวัดกันตรงๆคงเป็นมวยคนละคู่เลยครับ

2. เคยออกไลน์โปรดักดีเจมาแล้วในอดีต ไม่ใช่มือใหม่สำหรับสายนี้แน่นอน

3. มีเทคโนโลยีรองรับ อุปกรณ์แบบฮาร์ดแวร์มากกว่าเจ้าอื่นๆ ที่ผลิตแต่ Controller เราขาดหวังว่าการมาคราวนี้       น่าจะเป็นอะไรที่มากกว่า Controller ดีเจแน่นอน

4. เปิดตัวในยุคที่ทุกเจ้าแทบจะเดินกันมาสุดทางในสายอุปกรณ์ดีเจกันแล้ว งานนี้ Roland ได้เปรียบตรงออกมา       ทีหลังสุด ซึ้งตัวเองน่าจะได้เห็นเทคโนโลยีของแต่ละเจ้ากันแบบเต็มที่แล้ว เพราะฉะนั้นน่าจะหาจุดเด่นของแต่ละ     ยี่ห้อมาปรับใช้กับตัวเองได้

5. รองรับการทำงานกับอุปกรณ์อื่นๆ ของตนเองและยี่ห้ออื่น จะเห็นได้ว่าถ้าเจ้าเครื่องใหม่นี้รองรับการเล่นกับ             อุปกรณ์ดนตรีอื่นๆได้ด้วย Roland จะได้เปรียบมาก เพราะจะสามารถขยายฐานผู้ใช้ที่มากกว่ากลุ่มดีเจได้

    ซึ่งปรกติดทางบริษัทมีกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นสายดนตรีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตลาดน่าจะกว้างกว่าเจ้าอื่นๆ แน่นอนครับ

 

 

สุดท้ายกับคอนเซ็ป “2 PLAYER 1 SOUND” มันเป็นคอนเซ็ปที่น่าตื่นเต้นพอสมควร ถ้าจะถามว่าอุปกรณ์ดีเจ ณปัจจุบันมีอะไรบ้าง เรามาจำแนกกันเป็นดังนี้ครับ กรณีนี้จะพูดเปรียบเทียบไปด้วยครับ

 

 

1. DJ MIXER + SOUND CARD ซึ้งถ้าตามคอนเซ็ปเป็นไปได้ว่าจะเหมือน RANE SL4 ซึ้งเสียบคอมได้สองเครื่อง น่าจะเป็นไปตามคอนเซ็ป

 

 

2. ระบบ ควบคุมแบบ 4DECK อันนี้ต้องมาลุ้นกันว่าจะเป็นตัวควบคุมแบบไหน เป็นปุ่มหรือเป็นแบบ JOG แต่ถ้ามาในคอนเซ็ป Serato เป็นไปได้ว่าจะต้องต่อกับ Turntable หรือ CDJ ด้วย แต่จะเป็นอย่างไรนั้นต้องติดตาม

 

3. อุปกรณ์ Sampler ปัจจุบัน ทั้ง TRAKTOR, PIONEER และหลายๆเจ้าพยายามพัฒนาระบบ Sampler ซึ้ง Roland มีไม้เด็ดจากรุ่น SP-Series อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะยัดมาแบบฮาร์ดแวร์เลยไหม

 

4. ระบบหน้าจอ ทัชสกรีน และการควบคุมอื่นๆ ปรกติระบบหน้าจอของ Roland มีการใช้งานทั่วไปอยู่แล้วบนอุปกรณ์ Keyboard Synthesizerของตัวเองอยู่แล้ว เพราะน่าจะไม่มีปัญหา

 

5. ระบบ EFFECT แบบมากับฮาร์ดแวร์ คราวนี้คงต้องวัดกันว่า Rolandจะตอบโจทย์เอฟเฟ็กในแบบไหนและมีลูกเล่นอะไรที่แอบซ้อนให้เราได้สนุกในการเล่นไปพร้อมๆ กันครับ

 

 ทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องมารอดูกันครับว่าอุปกรณ์ดีเจของ ROLAND จะออกมามีลักษณะเป็นแบบไหน จะตอบโจทย์ผู้เล่นดีเจทุกกลุ่มได้ไหม ต้องรอชมกันครับผม แล้วยังไงถ้ามีข่าวสารเพิ่ม จะมาทำการอัพเดทให้ชมกันอีกแน่นอนครับ วันนี้ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม สวัสดีครับ

 

 

บทความโดย

อาจารย์นับ อินเอียบีท

 

 

 

 

 

Please reload

Featured Posts

อะไรที่ทำให้ ชิ้นงานดนตรีของ 'วงดัง' ถึงยิ่งใหญ่ และทรงพลัง!!

December 1, 2019

1/10
Please reload

Recent Posts
Please reload

Archive