เจาะลึก Ableton Live10 (Wavetable)

December 6, 2017

หลายท่านอาจได้ทราบแล้วว่าตอนนี้ทางบริษัท Ableton ได้เปิดตัว Ableton Live10 อย่างเป็นทางการแล้ว และจะเปิดจำหน่ายและให้อัพเกรด พร้อมใช้กันในช่วงต้นปี 2018 แต่ก่อนอื่นหลายท่านคงมีคำถามว่า แล้วมันมีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลง และสามารถมาช่วยให้การทำเพลงของเราง่าย และมืออาชีพยิ่งขึ้น

 

วันนี้ผมขออนุญาติพาทุกคนไปทำความรู้จัก Ableton Live10 กันแบบ เจาะลึก กับอุปกรณ์ตัวแรก ในหมวด Live Instrument นั้นก็คือ ซินธิไซเซอร์ใหม่แกะกล่อง ของ Ableton Live10 ที่ชื่อว่า "Wavetable" นั้นเอง ไปดูพร้อมกันเลยครับว่ามันทำอะไรได้บ้าง

 

 

Wavetable

 Wavetable

 

Wavetable คือ Wavetable Synthesizer ที่ให้เราสามารถสร้างเสียงซิน โดยใช้ Waveform เสียงต่างๆที่รองรับการดีไซน์เสียงทุกรูปแบบ และทุกแนวเพลง Electronic เพียงแค่จินตนาการถึงเสียงคุณต้องการ แล้วเลือก Wavetable ที่ใกล้เคียงจินตนาการของคุณที่สุด 

 

 

ส่วนควบคุม Wavetable Oscillator 

 

โดยเจ้าตัว Wavetable ให้คุณสามารถเลือกเล่นพร้อมกันได้ถึง 2Ocsillator โดยให้เราใช้ 2 Waveform สร้างเสียงที่เราต้องการได้อย่างง่าย ที่สำคัญยังมาพร้อมกับ Sub Oscillator ที่สามารถปรับแต่งโทน

รวมทั้งเลือก ปรับลด Octave ได้ถึง 3ช่วงคือ 

0(เล่นโน้ตเท่ากับออริจินอล), -1(ลดคีย์ลง 1Octave), -2(ลดคีย์ลง 2Octave)

 

 

 

โดยมีให้เลือกหมวดของ Wavetable และในแต่ละหมวดก็ให้เสียงมาแบบที่เรียกว่าเยอะสุดๆ ให้เราสามารถเลือก Wavetable ที่จะใช้ได้ทุกจินตนาการจริงๆ ซึ่งเจ้าตัว Wavetable นี้ยังไม่รองรับ การโยน Wave เสียงอื่นๆเข้าไป ซึ่งอาจจะมีการพัฒนาต่อไปในอนาคตหรือปล่าว อันนี้ก็ต้องติดตามกันต่อครับ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มีประโยชน์และอิสระสุดๆคือ ถ้าต้องการปรับแต่งรูปร่างและคาแรคเตอร์เสียงต่างๆบนเจ้าตัว Oscillator ของ Wavetable นั้น จะมีให้เราเลือกปรับถึง 3โหมด นั้นก็คือ

FM         - จำลองการ Modulate เสียงแบบ FM Synth "Frequency Modulate"

Classic   - จำลองการ Modulate เสียงแบบ Analog Synth

Modern  - ปรับแต่งค่า Distortion และ ปรับรูปร่างWave โดยจะยืดหดเสียงโดยใช้                                                           ระบบ Warpในการปรับแต่งค่าเสียง 

 

 

 

Wavetable "Envelope & LFO"

 

หลังจากนั้นให้คุณสามารถทำการปรับรูปร่างของเสียง และการเคลื่อนที่ของปุ่มบนตัว Wavetable ด้วยตัว Envelope ที่มีมาให้ถึง 3ตัว และ LFO (Low Frequency Occilator)อีก 2ตัว

 

 

Wavetable "Modulate Control Panel"

 

ที่สำคัญเราไม่จำเป็นต้องนั่งมองหาการส่งค่าคำสั่งต่างๆที่วุ่นวายของทั้ง Envelope และ LFO อีกต่อไป เพราะเจ้าตัว Wavetable ได้ออกแบบพาแนลพิเศษ ที่ให้เรา Modulation และปรับค่าปุ่มต่างๆ ได้อย่างง่ายสุดๆ เพียงแค่คลิ๊กไปที่ปุ่มต่างๆ บนแผงควบคุมบนเจ้าตัว “Wavetable” เพียงเท่านี้ มันจะขึ้นให้เราเลือกปรับทันทีว่าต้องการให้ Envelope ทั้ง3ตัว และ LFO 2ตัว ไปควบคุมคำสั่งนั้นอย่างรวดเร็ว และไม่ต้องห่วงว่าจะสับสนถ้าต้องการเข้าไปปรับแก้ไขค่าเดิมอีกที เพราะแค่เราคลิ๊กเข้าไปเลือกปุ่มที่เราปรับไว้อีกครั้ง ตัวพาแนลควบคุมจะกลับมาขึ้นโชว์ให้เห็นอัตโนมัติ ทำให้เราไม่สับสนกับหน้าตาที่ไม่เยอะจนเกินความจำเป็น

 

 

Wavetable Filter

 

ในการปรับโทนเสียง และการตัด Frequency(ความถี่) Wavetable เลยติดอุปกรณ์ Filter มาให้ถึง 2ตัวและให้คุณปรับเลือก Filter Type (รูปแบบการตัดเสียงของ Filter) ได้อย่างอิสระ โดยมีคาแรกเตอร์ ของFilter ที่จำลองมาจาก Hard Ware ต่างๆมาให้เลือกถึง 5แบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • Clean - เป็น Filter ที่ใช้ตัวเดียวกับใน EQ8 จะไม่มี Drive

  • OSR - The Filters used in a somewhat rare British Monosynth

  • MS2 - The Filters used in a famous semi-modular Japanese Monosynth 

  • SMP - จะแชร์คาแรกเตอร์เสียงมาจากตัว MS2 กับ PRD 

  • PRD - The Filters used in a legacy dual-oscillator Monosynth from the United States

 

โดยห้ามพลาดที่จะทดลองเล่นระบบ Drive ของแต่ละตัว ที่จะช่วยสร้างเสียง Over Drive และเพิ่มความหนาให้ซาวย์ของเราได้อย่างชัดเจน

 

 

Wavetable Filter Routing

 

ที่สำคัญที่ตัว Filter ยังมีระบบ Filter Routing ให้เราได้เลือกปรับการส่งสัญญาณเสียงผ่านตัว Filter อีกด้วย โดยมีให้เลือก 3แบบ คือ

  1. Serial เสียงจะทำการส่งผ่าน จากตัว Oscilator ทั้งหมดมาที่ Filter1(ฝั่งซ้าย)และส่งต่อไปที่ Filter2 (ฝั่งขวา)

  2. Parallel เสียงจะทำการส่งผ่าน จากตัว Oscilator ทั้งหมดมารวมกัน แล้วแยกสัญญาณส่ง ไปทั้ง Filter1(ฝั่งซ้าย)และที่ Filter2(ฝั่งขวา)

  3. Split จะส่งสัญญาณแยกจาก Oscilator1 ไปที่ Filter1(ฝั่งซ้าย) และจาก Oscillator2 ไปที่ Filter2(ฝั่งขวา) โดยเสียงจาก Sub Oscillator จะถูกส่งไปทั้ง Oscillator1และ Oscillator2

 

 

และสุดท้ายที่พลาดไม่ได้จริงๆกับ Unison Mode ที่มีสไตล์เสียงแบบ Unisone มาให้เลือกอีกเพียบ ที่ไม่ได้เพียงทำให้เสียงหนาขึ้นเหมือนเพิ่มตัว Oscilator แต่ยังสามารถเลือก ให้แต่ละเสียงที่เพิ่มขึ้นใช้ ช่วงกว้างของเสียงที่ต่างกัน ช่วงความถี่ที่ต่างกัน หรือแม้กระทั้งเลือกเสียงNoise ที่ต่างกัน อีกด้วย โดยมีมาให้เลือกดังนี้

1.Classic 2.Shimmer 3.Noise

4.Phase Sync 5.Position Spread 6.Random Note

 

 

 

 

 

 

เพราะฉะนั้นโดยสรุปทั้งหมดตัว “Wavetable” คือระบบ Wavetable Synthsis ที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนที่เริ่มออกแบบดีไซน์เสียง และเล่นซินธิไซเซอร์ให้สามารถ สร้างเสียงที่ต้องการ ได้อย่างง่าย โดยที่ไม่ต้องมีพื้นฐานของระบบซินเลยก็ว่าได้ 

 

พบกันใหม่กับ "เจาะลึก Ableton Live10" กันต่อในคราวหน้าครับ ตัวต่อไปโหดไม่แพ้กัน ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม ถ้า Ableton Live10 เปิดให้จำหน่ายหรืออัพเดทแล้ว ก็อย่าลืมย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง เผื่อช่วยให้ทุกท่านเล่นกันได้อย่างสนุกสนาน และเข้าถึงทุกฟังชั่นได้ง่ายขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ

 

 

6/12/2017

Tossawat Chotivong

Ableton Certified Trainer

Tags:บทความอินเอียบีท

Please reload

Featured Posts

อะไรที่ทำให้ ชิ้นงานดนตรีของ 'วงดัง' ถึงยิ่งใหญ่ และทรงพลัง!!

December 1, 2019

1/10
Please reload

Recent Posts
Please reload

Archive