รู้ไว้ไม่สาย..กับเรื่องสายๆ ที่นักดนตรีอีเล็กทรอนิกส์ และ ดีเจ/โปรดิวเซอร์จำเป็นต้องรู้

การเลือกซื้อสายรับส่งสัญญาณนั้น อาจจะดูเหมือนง่าย แต่เมื่อคุณได้ออกไปซื้อนั้นมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิด เพราะสายรับส่งสัญญาณนั้นมีหลายรูปแบบ คุณภาพแตกต่างกันไปตามราคาและวัสดุที่ใช้ แต่วัตถุประสงค์พื้นฐานของสายรับส่งสัญญาณนั้นคือการย้ายสัญญาณไฟฟ้าที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การเลือกซื้อสายรับส่งสัญญาณนั้นนอกจาก จะมีความยืดหยุ่น ทนทาน แล้ว เราควรจะเลือกความยาวที่เพียงพอ ไม่ยาวเกินความจำเป็น แล้วแบบไหนละที่เหมาะสำหรับสตูดิโอและตอบวัตถุประสงค์ในการใช้งานของคุณได้มากที่สุด

สายรับส่งสัญญาณแบ่งเป็น 4 ประเภทการใช้งาน

1.Instrument Cables

เป็นสายรับส่งสัญญาณ ที่ใช้กับอุปกรณ์ดนตรีทั่วไป เช่น กีต้าร์ เบส คีย์บอร์ด ไปยังเครื่องขยายเสียง แอมป์ หรืออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ ต่างๆ ใช้ในการเชื่อมต่อโดยตรง และออกแบบมาเพื่ออุปกรณ์ที่มีแรงส่งสัญญาณต่ำ

2.Patch Cables

ใช้ในการรับส่งสัญญาณระยะสั้น เช่น การเชื่อมต่อเอฟเฟคกีต้าร์ อีกตัวไปยังอีกตัว ซึ่งจะเป็นรูปแบบ Unbalanced หรือ Balanced แล้วแต่วัถุประสงค์

3.Microphone Cables

Mic Cables จะจัดอยู่ในรูปแบบ Balanced มีการป้องกันและมีการส่งสัญญาณที่ดี เพื่อเหมาะกับการบันทึกเสียงและขยายเสียง ซึ้งจะมีหนึ่งข้างที่เป็น XLR ผู้ ส่วนปลายอีกข้างจะเป็นอะไรก็แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการใช้งาน เช่น XLR , TRS หรือ USB

4.Speaker Cables

ส่วนใหญ่ Speaker นั้นอยู่ในรูปแบบ Unbalanced มักจะมีน้ำหนักมากและมีขนาดใหญ่กว่าปกติ เพราะใช้ในการรับส่งสัญญาณไฟฟ้าที่มากขึ้น

Unbalanced vs. Balanced Cables

ต่อมาเราจะมาพูดถึงการรับส่งสัญญาณ ในรูปแบบ Unbalanced กับ Balanced ว่าการรับส่งสัญญาณสองแบบนี้แตกต่างกันอย่างไร และมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรกัน

Unbalanced Cables ข้างในของสายรูปแบบ Unbalanced นั้น จะแบ่งเป็น 2สาย ก็คือ สาย Hot และ สาย Ground เป็นตัวนำสัญญาณและหุ้มด้วยฉนวน สายดิน ถ้าสายที่ใช้ยิ่งยาว แนวโน้มที่จะเกิดปัญหาเรื่องเสียงก็จะมากขึ้น มักจะใช้กับการรับส่งสัญาณระยะสั้นๆ เช่น RCA

Balanced Cables ข้างในของสายรูปแบบ Balanced นั้นจะมีสายเพิ่มมาอีก 1สาย คือ สาย Cold ซึ่งช่วยให้แรงดันไฟฟ้าลดลง ส่งสัญญาณได้แม่นยำขึ้น มักจะใช้เชื่อมต่อกับ XLR หรือ TRS

ทำความรู้จักขั้วของสายรับส่งสัญญาณ

เราได้รู้จักประเภทของสาย ทั้ง 2 แบบ และ ประเภทการใช้งานไปแล้ว เรามารู้จักขั้วของสายรับส่งสัญญาณในแบบต่างๆกันบ้าง

TS ย่อมาจาก “Tip Sleeve” จัดอยู่ในรูปแบบ Unbalanced Cables มี 2 ขั้ว ในการรับส่งสัญญาณ ซึ่งสัญญาณที่รับส่งนั้น เป็นสัญญาณ Mono ซึ้งการใช้งานนั้นแบ่งอยู่ในประเภทของ Instrument Cables ซึ่ง TS แบ่งออกเป็น 2 ขนาด คือ 1/4 กับ 1/8 ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

TRS ย่อมาจาก “Tip Ring Sleeve” แบ่งออกเป็น 3 ขั้ว TRS ก็จะจัดอยู่ใน Balanced Cables นั้นเอง สามารถรับส่งสัญญาณเป็น Stereo ส่วนขนาดของ TRS ก็จะมี 2 ขนาด เหมือนกับ TS ส่วนมาก ขนาด 1/4 มักจะใช้กับหูฟัง

RCA

ย่อมาจาก “Radio Corporation of America” ซึ่งเป็นสายที่พบมากที่สุดในประเภทของ Unbalanced Cables และมากที่สุดสำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Stereo สายจะแบ่งเป็น 2 หัว ซ้ายกับขวา แทนด้วยสีขาวกับดำ ส่งสัญญาณเป็น Stereo มักจะใช้กับ Mixer และ Turntables

MIDI ย่อมาจาก “Music Instrument Digital Interface” ใช้กับการเชื่อมต่อ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับอุปกรณ์พวงต่างๆ ซึ่งจะไม่ได้ส่งสัญญาณเป็น Audio แต่จะส่งสัญญาณตามค่าที่เราได้กำหนกไว้ตามอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และยังสามารถควบคุมซอฟต์แวร์ต่างๆได้

USB หรือชื่อเต็มๆคือ “Universal Serial Bus” นั้นได้กลายเป็นสายรับส่งมาตรฐาน ในเกือบทุกๆการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ USB มีหลากหลายประเภทแล้วหลายรูปแบบ และนอกจากนี้ USB ยังสามารถรับส่งพลังงานไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ต่างๆได้อีกด้วย

Fire Wire แบ่งออกเป็น 3แบบ 4 ขั้ว 6 ขั้ว และ 9 ขั้ว การเชื่อมต่อ 4 ขั้ว หรือ FW400 จะโอนถ่ายข้อมูล 400 Mbps (เมกกะบิตต่อวินาที) ค่าก็จะแตกต่างกันตามขั้ว

Thunderbolt เป็นเทคโนโลยีที่พยายามรวมการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ให้สามารถทำงานได้ด้วยสายเคเบิลเพียงเส้นเดียว พร้อมทั้งมีความสามารถในการรับส่งที่สูงมาก ในขณะที่การพัฒนาการเชื่อมต่อแบบ USB 3.0 สามารถทำความเร็วได้เพียงครึ่งหนึ่งของ Thunderbolt เท่านั้น ก็มีหน้าที่คล้ายๆกับ USB แต่รับส่ง

ได้เร็วกว่า

S/PDIF หรือ “Sony/Philips Digital Interface ” ใช้ในการรับส่งสัญญาณสั้นๆ มีหน้าที่คล้ายๆ กับ RCA แต่ไม่สามารถใช้แทนกันได้

BNC “Bayonet Neill Concelman” ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานทางทหาร แต่ตอนนี้ใช้กันทั่วไปในวิดีโอและอุปกรณ์ทดสอบเสียง หรืออุปกรณ์วิทยุ

XLR ประกอบด้วย 3 ขั้ว มี Hot , Cold , Ground ก็คือประเภทของ Balanced Cables จึงทำให้ XLR ได้กลายเป็นมาตรในอุตสาหกรรมไปแล้ว เพราะสามารถ รับส่งสัญญาณได้หลายรูปแบบ มักใช้กับไมค์ เข้าสู่ Mixer หรือ ลำโพง และยังสามารถ ควบคุมแสงไฟได้อีก และถือได้ว่าเป็นสายที่รับส่งสัญญาณได้สมดุลที่สุด

รูปแบบการป้องกันสัญญาณรบกวน (Shield)

ในสายรับส่งสัญญาณนั้น นอกจาก 2 หรือ 3 สาย ที่ใช้ในการรับส่งสัญญาณแล้ว จะมีฉนวนหรือสายที่หุ้มสายเหล่านั้นอยู่อีก เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน หรือที่เรียกว่า Shield แบ่งออกเป็น 3 แบบ

Braided Shield คือการใช้สายทองแดงถักกันหุ้มรอบๆสายรับส่งสัญญาณ ซั่งสามารถป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดีที่สุด แต่มีราคาแพง เพราะใช้แรงงานคนในการผลิต ในปัจุบันมีการนำเครื่องจักรมาผลิด เพื่อลดต้นทุนทำให้ราคาลดต่ำลง

Serve Shield หรือที่เรียกกันว่า “Spiral Wrapped Shield” คือการนำทองแดง มาพันและบิดไปในทางเดียวกัน ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง ทนทาน และ ราคาถูก แต่ป้องกันป้องกันสัญญาณรบกวนได้น้อยกว่าแบบอื่น

Foil Shield คือ Mylar อลูมิเนียมฟอยส์ ที่สัมผัสกับสายทองแดงที่ปลาย จึงทำให้มีราคาถูก แต่ข้อเสียคือ ไม่ทน นำสัญญาณ ด้อยกว่า ทองแดง โดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำ

ทั้งหมดนี้ การเลือกใช้สายรับส่งสัญญาณนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน และความเหมาะสมของอุปกรณ์ของเรา ไม่มีอะไรตายตัว แต่ยิ่งเลือกในสิ่งที่เหมาะสม ก็ยิ่งทำให้ความสามารถของอุปกรณ์นั้นๆ ทำงานได้เต็มที่ ขอบคุณสำหรับผู้อ่านทุกท่าน สามารถแชร์บทความนี้ ไปให้เพื่อนๆท่านอื่นไว้เป็นความรู้กัน ได้เลยครับ

(Image Credit - digitalprosound)

Featured Posts
Recent Posts
Archive
Search By Tags
Follow Us
  • Facebook Basic Square
  • Twitter Basic Square
  • Google+ Basic Square

More From InEarBeat

 

Videos

 

Shop

 

Gallery

 

Blog

 

Repair

 

Interact With Us 

© 2020 By InEarBeat

Stay Update

We Accepted:

Subscribe to our newsletter for the latest music courses, events and current school updates.